วิทยุออนไลน์

วิทยุออนไลน์

 

วิทยุออนไลน์ – ในยุคดิจิทัลที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเสพสื่อและเปิดรับข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นส่งผลต่อสื่อดั้งเดิม วิทยุต้องปรับตัวเกาะติดไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้  วิทยุเป็นอีกสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคที่ออนไลน์ขยายตัวสูง สะท้อนจากตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาที่อยู่ในภาวะทรงตัวหรือเติบโตเล็กน้อยราว 1-2% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จากกสำรวจของนีลเส็นในกลุ่มที่ฟังวิทยุในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 95% ยังฟังเพลงผ่านช่องทางต่างๆ โดย 77% ฟังวิทยุทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ขณะที่สัดส่วน 88% ฟังผ่านแอพและเว็บไซต์ สอดคล้องกับผลการสำรวจของ Circle ที่พบว่า ปี2558 ผู้บริโภคฟังเพลงผ่านสมาร์ทโฟน 2% ปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 58% ขณะที่การฟังวิทยุ จากเครื่องรับวิทยุ ปี2558 สัดส่วน 60% ปี2559 สัดส่วนลดลงเหลือ 31%

ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ที่ยังคงฟังเพลงหรือรายการวิทยุ เพียงแต่ เปลี่ยนช่องทางการฟังจากเครื่องรับวิทยุ ไปสู่ อุปกรณ์และช่องทางที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในยุคโมบาย เฟิร์ส 

การสำรวจยังลงลึกถึง เหตุผลที่ฟังวิทยุหรือรายการวิทยุ ซึ่งผู้บริโภคระบุว่าเป็นเพราะมีคนเลือกเพลงให้ เป็นกิจกรรมที่ผู้ฟัง รู้สึกดี ที่มีคน (ดีเจ) คอยเลือกเพลง นำเสนอเพลงให้ฟังอย่างต่อเนื่อง เหมือนได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทำให้การฟังเพลง สะดวก ง่าย เรียกได้ว่าเป็นสื่อที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟังและผู้จัดรายการ ที่ยังถือเป็นเสน่ห์ของรายการวิทยุตั้งแต่ยุคอนาล็อกถึงดิจิทัล

นอกจากนี้ยังมองว่ามีความหลากหลายไม่จำเจ เพราะการฟังเพลงจากรายการวิทยุ มีข้อดี คือความหลากหลาย มีการสลับสับเปลี่ยนเพลงไม่ซ้ำ ในขณะที่การเลือกเพลงเอง หรือ การทำ Playlist จะจำกัดอยู่แค่เพลงจำนวนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความซ้ำและเบื่อง่าย

อีกทั้งไม่เสียเวลา โดยกลุ่มวัยทำงานเห็นว่า ปัจจุบันแม้ว่า จะมีช่องทางการฟังเพลงที่หลากหลาย แต่ช่องทางเหล่านั้นต้องเป็นการเสิร์ชเอง และใช้เวลาในการหา ถึงแม้ไม่นาน แต่ก็ต้องใช้เวลาหาเพลงด้วยตนเอง ในขณะที่การฟังเพลงทางวิทยุ ให้ความสบาย ไม่เสียเวลา ทำงาน กลุ่มนี้ยังเห็นว่า การหาเพลงฟังเอง เหมาะกับวัยรุ่น ที่มีเวลาว่างมาก ต้องการฟังเพลงที่เป็นแนวของตนเอง เป็นการแสดงตัวตน และมองว่าปัจจุบันการฟังเพลงในยูทูบ มีโฆษณาคั่นทำให้เสียอารมณ์

จากข้อมูลการสำรวจดังกล่าว ผนวกกับเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของสื่อดั้งเดิม วิทยุจึงเป็นอีกสื่อที่เห็นการปรับตัวเข้าสู่ ดิจิทัล แพลตฟอร์ม อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน รูปแบบรายการวิทยุ ที่มีดีเจ คัดเลือกเพลงมานำเสนอ ไม่ว่าจะอยู่บนหน้าปัด หรือช่องทางออนไลน์ ยังจูงใจผู้ฟัง

ช่วงที่ผ่านมาจึงเห็นการปรับตัวของผู้ประกอบการวิทยุ ที่มุ่งนำเสนอ รายการวิทยุ ทั้งออฟไลน์คู่ออนไลน์ ที่มีหลากหลายช่องทาง ท่ั้งเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และโซเชียล มีเดีย ล่าสุดค่ายวิทยุเอ-ไทม์ มีเดีย ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ประกาศเดินหน้าวิทยุออนไลน์เต็มรูปแบบ ด้วยการเปิดตัวคลื่นชิล (Chill) บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีคลื่นฯบนหน้าปัดเอฟเอ็ม เป็นครั้งแรก

การคิกออฟวิทยุออนไลน์ ของผู้ประกอบการรายใหญ่ครั้งนี้ ให้ความมั่นใจว่าวิทยุไม่ล้มหายตายจากเพราะเทคโนโลยี แต่ปรับตัวไปตามแพลตฟอร์มการใช้งานของผู้บริโภค ทั้งยังถือเป็นจุดเริ่มต้น อีกบทพิสูจน์ว่าในช่วง 5 ปี หลังจากนี้ที่คลื่นวิทยุ ยังคงสภาพอยู่ในมือหน่วยงานรัฐ ตามคำสั่ง คสช. มาตรา 44  แต่เมื่อคลื่นฯ คืนสู่ กสทช. แล้ว การประมูลคลื่นวิทยุระบบดิจิทัล ยังจะได้รับความสนใจแข่งขันชิงคลื่นฯ อีกหรือไม่

ในช่วงยุคเริ่มต้นของวิทยุนั้น เริ่มต้นมาจากเครื่องส่ง และเครื่องรับ ที่ทำมาจากหลอดสูญญากาศ ในสมัยนั้นที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคลื่นผ่านอากาศเป็นครั้งแรก พวกเขาใช้วิธีการเข้ารหัสสัญญาณแบบ AM (Amplitude modulation) ซึ่งใช้วิธีรวมสัญญาณพาหะเข้ากับสัญญาณข้อมูล แต่ด้วยในสมัยนั้นการสร้างสัญญาณพาหะที่มีความถี่สูงและสเถียรยังเป็นไปได้ยาก ผลที่ได้คือพวกเขาส่งสัญญาณแบบ AM ด้วยความถี่พาหะที่ต่ำ ทำให้ได้สัญญาณรบกวนมาก เสียงที่ได้จึงไม่ดีนัก

ต่อมาได้มีการคิดค้นวิธีเข้ารหัสสัญญาณแบบใหม่เรียกว่า FM (Frequency modulation) ผลที่ได้คือสัญญาณรบกวนต่ำกว่ามาก และได้คุณภาพเสียงที่ดี พัฒนาต่อมาในยุคของเครื่องส่ง – รับ ที่ทำด้วยทรานซิสเตอร์ แล้วในยุคเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้เข้ามาสู่ยุคของไอซี แต่ในยุคของไอซียังจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่อร่วมจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคจูนเนอร์ที่ยังต้องอาศัยตัวเก็บประจุปรับค่าได้มาต่อภายนอกเพื่อปรับช่องสัญญาณที่ต้องการรับ ในปัจจุบันเป็นยุคของชิป เครื่องรับวิทยุทั้งตัวได้ถูกรวมมาใส่ในชิปไอซีขนาดเล็ก ๆ แล้วสั่งงานผ่านสัญญาณดิจิตอลแทน และยุคต่อไปคือยุคของ IoT ที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามาอยู่ในอุปกรณ์ทุกชิ้นรอบตัวเรา บทความนี้ก็เป็นหนึ่งในบทความที่จะมาสอนให้ทุกคนลองก้าวเข้าไปในยุคของ IoT เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมกับโลกอนาคต

 

ทำไมจึงใช้อินเตอร์เน็ตแทน ?

อินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน เป็นช่องทางที่ทำงานได้ถูกต้องแม่นยำ และเร็วสูงมาก หากเทียบกับสัญญาณ FM AM ในสมัยก่อนนั้น สัญญาณอินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพดีกว่ามากเพราะสามารถส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ ได้โดยไม่ตกหล่น ทำให้เมื่อนำมาใช้สตรีมสัญญาณเสียงแล้ว ไม่มีสัญญาณรบกวนใด ๆ เข้ามากวนได้ แต่ก็มีข้อเสียเช่นเดียวกัน หากสัญญาณเน็ตไม่ดี เสียงที่ได้ก็จะหยุดไปเลย แตกต่างจากการรับสัญญาณ FM AM ตรงที่หากสัญญาณรับได้ไม่ดีก็มีเสียงซ่า ๆ หรือฟังได้ไม่ชัดเท่านั้น

 

หลักการของการสตรีมมิ่งเสียง

โปรโตคอลในโลกอินเตอร์เน็ตที่เป็นพื้นฐานจริง ๆ มีแค่ TCP และ UDP เท่านั้น ซอฟแวร์สตรีมมิ่งเสียงส่วนใหญ่เลือกใช้โปรโตคอล TCP และสิ่งที่รับส่งกันผ่านโปรโตคอล TCP คือโปรโตคอล HTTP (เป็นส่วนใหญ่) นั่นเอง เริ่มต้นฝั่งที่ต้องการเสียงจะส่งส่วนหัวแบบเดียวกับ HTTP ไป แล้วฝั่งเซิร์ฟเวอร์จะตอบข้อมูลสัญญาณเสียงกลับมา จุดแตกต่างก็คือ โปรโตคอล HTTP แบบปกติ จะมีการระบุจำนวนข้อมูลที่เซิร์ฟเวอร์ส่งกลับ และจบการเชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อรับ-ส่งข้อมูลเสร็จ แต่เนื่องจากการสตรีมเสียง (สำหรับในบทความนี้) เป็นการขอข้อมูลที่ไม่มีวันจบสิ้น เนื่องจากทุกวินาทีจะมีสัญญาณเสียงจากสถานีส่งมาตลอด ทำให้ไม่มีการปิดการเชื่อมต่อในกรณีนี้ และโดยปกติจะต้องไม่มีการปิดการเชื่อมต่อเลย เพราะต้องรับข้อมูลเสียงมาตลอด แต่กรณีที่มีการปิดการเชื่อมต่อสามารถเป็นได้ 2 ทาง คือ ผู้ใช้ (คนฟัง) ตัดการเชื่อมต่อเอง กับปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น อินเตอร์เน็ตล่ม เซิร์ฟเวอร์ดับ เป็นต้น ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง ควรจะต้องมีการเชื่อมต่อใหม่ได้ทันทีที่การเชื่อมต่อเก่าหยุดลงโดยผู้ใช้ไม่ต้องการ

 

สัญญาณเสียงที่ส่งมาผ่านโปรโตคอล TCP เป็นสัญญาณเสียงที่ถูกแปลงเป็นดิจิตอลแล้ว และถูกเข้ารหัสในมาตรฐานต่าง ๆ เช่น MP3 เป็นต้น ข้อมูลที่ได้รับมาจากเซิร์ฟเวอร์หากต้องการแปลงกลัับเป็นสัญญาณเสียงแบบง่าย ๆ จะต้องใช้การถอดรหัส MP3 เป็น WAV เพื่อให้ส่งข้อมูลเสียงดิบไปยัง DAC เพื่อแปลงออกมาเป็นสัญญาณอนาล็อกได้นั่นเอง

 

 

กลับสู่หน้าหลัก http://rediceradio.net